Service Manual of Institute of Pathology

คู่มือการให้บริการการส่งสิ่งส่งตรวจ สถาบันพยาธิวิทยา

      สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้น เพื่อให้บริการทางพยาธิวิทยาแก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภารรัฐและเอกชนทั่วประเทศ สถาบันพยาธิวิทยา มีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานด้านพยาธิวิทยาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ อันจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนางานด้านสาธารณสุขของชาติให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทั้งเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่จะสนับสนุนให้โรงบาลต่าง ๆ ทังภาครัฐและเอกชนในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานแก่ประชาชน

      คู่มือการส่งตรวจทางพยาธิวิทยาอิเล็คทรอนิคฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับบริการใช้เป็นแนวทางขอรับบริการของสถาบันพยาธิวิทยาได้อย่างถูกต้องและรับทราบข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญในการบริการทางพยาธิวิทยา

นโยบาย


นโยบายในการดำเนินการ


  1. สถาบันพยาธิวิทยา มีนโยบายในการรับสิ่งส่งตรวจจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น
  2. สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางพยาธิวิทยา :
    • กระดูกหรือส่วนของกระดูกจาก corrective หรือ reconstructive orthopaedic procedure
    • เลนส์ตาจากการ remove cataract
    • เนื้อเยื่อไขมันจากการทำ liposuction
    • หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของเด็กทารกจากการผ่าตัด circumscision
    • Intrauterine contraceptive devices ที่ไม่มีเนื้อเยื่ออื่นๆ ติดอยู่
    • Teeth ที่ไม่มีเนื้อเยื่ออื่นๆ ติดอยู่
    • อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น catheters, gastrostomy tube, stent, suture
    • Skin และ normal tissue อื่นๆ ที่นำออกมาจากร่างกายระหว่างการทำ cosmetic surgery
  3. สิ่งส่งตรวจที่ตรวจด้วยตาเปล่าและไม่จำเป็นต้องทำ microscopic examination :
    • Acessory digits
    • Bunions and hammer toes
    • Extraocular muscle จากการทำ corrective surgery
    • Nasal bone and cartilage จากการทำ rhinoplasty
    • Prosthetic breast implants
    • Prosthetic cardiac valve ที่ไม่มีเนื้อเยื่ออื่นๆ ติดอยู่
    • Torn menincus

มาตรฐานการให้บริการ


มาตรฐานการให้บริการการรายงานผลการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา


บริการการตรวจชิ้นเนื้อให้การวินิจฉัยโรคและการตรวจพิเศษทางพยาธิวิทยา ที่จำเป็นในการวินิจฉัย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

  • ระยะเวลาการรายงานผลการตรวจชิ้นเนื้อไม่ย้อมพิเศษ 4 วันทำการ
  • ระยะเวลาการรายงานผลชิ้นเนื้อย้อมพิเศษ 7 วันทำการ

บริการตรวจทางเซลล์วิทยา Pap smears, Fluid cytology และ Fine needle aspiration

  • รายงานผล 5 วันทำการ

บริการตรวจ Flow cytometry เพื่อการแยกชนิดของ Leukemia

  • ระยะเวลาในการรายงานผล 7 วันทำการ

บริการตรวจ Fluorescent in situ hybridization ( FISH ) for HER-2, ALK, N – Myc, Synovial sarcoma, Ewing sarcoma

  • ระยะเวลาในการรายงานผล 7 วันทำการ

บริการตรวจวิเคราะห์ทาง Molecular pathology

  • การตรวจวิเคราะห์ KRAS mutations, EGFR mutations, BRAF mutations และ Real-time PCR for MTB ระยะเวลาการให้บริการ 7 วันทำการ
  • การตรวจวิเคราะห์ NRAS mutations และ RAS mutations ระยะเวลาการให้บริการ 10 วันทำการ

สถาบันพยาธิวิทยา มี Antibody ที่หลากหลายครอบคลุมโรคต่างๆ และพร้อมที่จะให้บริการตรวจพิเศษ Immunohistochemistry

  • ระยะเวลาในการให้บริการ 1- 2 วันทำการ

การส่งตรวจ


การส่งตรวจ



 

วิธีการเก็บและวิธีส่งสิ่งส่งตรวจ

คำแนะนำโดยทั่วไป

  1. สิ่งส่งตรวจทุกชนิด
    • ต้อง ระบุชื่อ - นามสกุลผู้ป่วย อายุ, เพศ, เลขที่ทั่วไป, เลขที่ภายใน (ถ้ามี) ชื่อแพทย์ผู้ส่งตรวจ ชนิดของสิ่งส่งตรวจ และหรือตำแหน่งและระบุ ความต้องการตรวจให้ชัดเจน
    • ต้อง มีใบนำส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
    • ต้อง มีใบ Request และกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ที่ มีในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน กรณีต้องการผลด่วนให้เขียนคำว่าด่วนบนหัวกระดาษ (ควรเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ)
  2. การส่งตรวจต่อไปนี้ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วัน โดยทำการแจ้งไปยังกลุ่มงานที่รับผิดชอบตามหมายเลขโทรศัพท์แนบท้ายนี้
    • Frozen section กลุ่มงานจุลพยาธิ ต่อ 126 คุณกฤษฏ์
    • Kidney biopsy กลุ่มงานชันสูตรพิเศษ ต่อ 215 คุณนัดดา
    • Electron Microscopic Examination กลุ่มงานชันสูตรพิเศษ ต่อ 215 คุณนัดดา
  3. กรุณาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อวิธีการเก็บและวิธีส่งสิ่งส่งตรวจของงานบริการแต่ละประเภทเพื่อประโยชน์ สูงสุดของผู้รับบริการและหรือผู้ป่วย

 

วิธีการเก็บและวิธีส่งสิ่งส่งตรวจทางศัลยพยาธิ

วิธีเตรียมชิ้นเนื้อ

วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีที่ต้องเตรียม

  1. ขวดปากกว้างมีฝาปิดสนิทขนาดต่าง ๆ อาจจะใช้ขวดแก้วใส ขวดพลาสติกใส หรือ ถุงพลาสติกก็ได้ขึ้นกับขนาดของชิ้นเนื้อ
  2. ใบส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
  3. ป้ายกระดาษที่ไม่ฉีกขาดง่ายเมื่อถูกน้ำสำหรับปิดขวด
  4. น้ำยาสำหรับแช่เนื้อที่เหมาะสม คือ Neutral buffered formalin
  5. วิธีผสม
    • 40 % Formaldehyde    100 cc.
    • น้ำกลั่น    900 cc.
    • Sodium dihydrogen phosphate monohydrate    4 กรัม
    • Disodium hydrogen phosphate anhydrous    6.5 กรัม

การแช่ชิ้นเนื้อ

  1. ชิ้นเนื้อทุกชนิดที่ได้จากการผ่าตัด, การไบอ็อบซี่ ต้องแช่ชิ้นเนื้อในน้ำยา บัพเฟอร์ ฟอร์มาลินเพื่อป้องกันการเน่า โดยใส่ขวดปากกว้างพอที่จะนำชิ้นเนื้อออกมาได้เมื่อชิ้นเนื้อแข็งเต็มที่แล้ว ขวดควรจะมี ฝาปิดสนิทป้องกันการระเหย ปริมาตรน้ำยาที่ใช้ประมาณ 10-12 เท่าของชิ้นเนื้อ ขวดที่ใส่ชิ้นเนื้อจะต้อง ปิดฉลากชื่อ, นามสกุล, เพศ, อายุ, เลขที่ภายในของโรงพยาบาล วัน เดือน ปี ที่มาของชิ้นเนื้อว่าตัดมาจาก อวัยวะใน ส่วนใด ของร่างกาย ขวาหรือซ้าย ชื่อแพทย์ผู้ส่งตรวจ และคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสลับ ชิ้นเนื้อใช้ดินสอและปากกาลูกลื่นที่ไม่ลบเลือนในน้ำยาฟอร์มาลินและแอลกอฮอล์ เขียนฉลาก
  2. ถ้าหากชิ้นเนื้อมีขนาดใหญ่ น้ำยาจะซึมผ่านได้ไม่ตลอดทำให้เนื้อส่วนที่อยู่ลึกจากผิวเน่า จึงควรจะฝานเนื้อเป็นชิ้น ๆ มีความหนาประมาณ 1-2 ซม. โดยไม่ขาดจากกัน และต้องไม่ทำให้ชิ้นเนื้อ เสียรูปร่าง คือ สามารถจะจัดเรียงเป็นรูปเดิมได้ เพื่อการตรวจทางกายวิภาคให้ถูกต้อง ถ้าหากชิ้นเนื้อ มีขนาดเล็กมาก ควรห่อด้วยกระดาษสาชั้นหนึ่งก่อนแช่น้ำยา
  3. โดยทั่ว ๆ ไป พยาธิแพทย์มีความประสงค์จะตรวจชิ้นเนื้อทั้งหมดที่ตัดออกมาจากผู้ป่วยเพื่อจะได้ดูถึงพยาธิสภาพทั้งด้วยตาเปล่าและด้วยกล้องจุลทรรศน์ และบันทึกเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ ถูกต้องตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและการติดตามผลภายหลัง

วิธีเตรียมส่ง

การห่อชิ้นเนื้ออาจปฏิบัติวิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้และแต่ความสะดวก

  1. ส่งทั้งขวดที่มีน้ำยาฟอร์มาลินและเนื้อแช่อยู่ โดยฝาขวดจะต้องปิดสนิทน้ำยาไม่สามารถ ไหลออกมาได้ การบรรจุในขวด ควรมีวัสดุรองกันและรอบ ๆ กล่องพัสดุ เพื่อป้องกันการกระแทก ระหว่างการนำส่ง
  2. ส่งโดยห่อด้วยถุงพลาสติกหนา ๆ วิธีนี้อาจจะทำให้ทุ่นค่าส่งทางไปรษณีย์ได้และไม่มีปัญหา เรื่องขวดแตก มีวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้ นำชิ้นเนื้อที่แช่น้ำยา Buffered formalin ใส่ถุงพลาสติกหนา ๆ ปิดฝาถุงให้สนิท โดยใช้น้ำยา ที่ละลายพลาสติก เช่น คลอโรฟอร์ม เชื่อมที่ขอบทุกด้านไม่ให้มีรูรั่วหรืออาจจะใช้เครื่องปิดถุงพลาสติก ด้วยไฟฟ้า (ถ้ามี) หรือใช้ยางรัด การใส่ถุงนี้ควรใส่ถุงหลายชั้น เพื่อป้องกันการรั่วซึม และการระเหย ของฟอร์มาลิน

การส่งชิ้นเนื้อ

  1. ชิ้นเนื้อและใบส่งตรวจห่อตามระเบียบของพัสดุไปรษณีย์ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายระหว่างทาง หรือนำส่งด้วยตนเองโดยส่งพร้อมหนังสือราชการนำส่ง และแจ้งจำนวนพร้อมรายชื่อผู้ป่วยเพื่อป้องกัน การสูญหาย

การส่งชิ้นเนื้อทางศัลยพยาธิ

  1. การส่งชิ้นเนื้อ
    • ชิ้นเนื้อแช่น้ำยา (Neutral buffered formalin) บรรจุในภาชนะที่มี ฝาปิดสนิท
    • ใบประวัติผู้ป่วย ที่กรอกละเอียดครบถ้วน ชัดเจน ใช้ดินสอหรือหมึกที่ไม่ละลายในน้ำยาฟอร์มาลิน
    • ใบนำส่ง
  2. ในกรณีที่ส่งชิ้นเนื้อมาครั้งละมากๆ ควรมีใบรายชื่อผู้ป่วยทั้งหมดกำกับมาด้วย เพื่อป้องกันการสูญหาย และสลับชิ้นเนื้อ
  3. บรรจุชิ้นเนื้อ, ใบประวัติ, ใบนำส่ง ลงในกล่องที่มีเศษวัสดุกันกระแทกอย่างดี
  4. นำส่งไปรษณีย์ จ่าหน้าถึง ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา สถาบันพยาธิวิทยา เลขที่ 2/2 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

 

สิ่งส่งตรวจทางเซลล์วิทยา

หลักการทั่วไป

  1. ให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยก่อนเก็บสิ่งส่งตรวจ (Specimen)
  2. เก็บอย่างถูกวิธี เพื่อให้เซลล์อยู่ในสภาพดี ง่ายต่อการวินิจฉัย
  3. สิ่งส่งตรวจที่เป็นสารน้ำ หากไม่สามารถส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมงให้แช่ในตู้เย็น (ช่องธรรมดาดังรูป) หรือ ใส่น้ำยา Fixative ตามตารางด้านล่าง

  4. ชนิดของ specimen น้ำยา prefixative
    Sputum 50-70% ethanol
    Bronchial washing 50-70% ethanol (1:1)
    Pleural, peritonea, and pericardial fluid 50% ethanol (1:1)
    Urine 50% ethanol (1:1)
    Gastric Washing 50% ethanol (1:1)
    95% ethanol (ถ้าใช้ Ringer's solution หรือ Normal saline ในการ wash)
  5. สิ่งส่งตรวจถ้าต้องการส่งเป็นสไลด์ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการเตรียมสไลด์อย่างเคร่งครัด

 

การส่งตรวจเซลล์ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี (Pap smear)

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  1. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันที่มาตรวจ
  2. ไม่ควรทำความสะอาดภายในช่องคลอดก่อนตรวจ 2-4 ชั่วโมง
  3. ไม่ใช้ยาเหน็บช่องคลอดก่อนตรวจ 24 ชั่วโมง

วิธีการทำและการส่งตรวจ

  1. การตรวจหาเซลล์มะเร็งของปากมดลูก จะได้ผลดีแน่นอนเมื่อป้ายเซลล์จากคอมดลูก (endocervix) และปากมดลูก (ectocervix)
  2. การตรวจหาเซลล์มะเร็งของเยื่อบุมดลูก ของรังไข่ ควรป้ายเซลล์จาก vaginal pool เพิ่มอีก 1 สไลด์
  3. กรอบประวัติที่สำคัญ คือ วันที่ทำสเมียร์ ประจำเดือนครั้งสุดท้าย ประวัติการตั้งครรภ์ บุตรคนสุดท้าย ประวัติการรักษา ชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วย
  4. เขียน ชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วยลงบนสไลด์ที่เตรียมไว้
  5. เตรียมน้ำยา fixative คือ 95% ethanol
  6. ถุงมือที่ใช้อย่างให้ติดแป้ง เพราะผงแป้งอาจจะไปติดเครื่องมือ หรือ บังเซลล์บนสไลด์
  7. Speculum ที่ใช้ควรจุ่มในน้ำ Sterile normal saline ไม่ควรใช้น้ำยาหรือ วัสดุหล่อลื่นใดๆ
  8. อย่าเช็ดเยื่อที่บุผิวของปากมดลูก หรือเมือกที่ติดอยู่ทิ้งไป
  9. หลังจากป้ายเซลล์จากผู้ป่วยลงบนสไลด์แล้ว ให้แช่สไลด์ลงในน้ำยา fixative ทันที
  10. ถ้าเผลอทิ้งสไลด์ไว้จนแห้ง แก้ไขโดยจุ่มทิ้งไว้ใน 0.9% normal saline 2-3 นาทีก่อน นำไปแช่ในน้ำยา fixative
  11. แช่สไลด์ไว้ในน้ำยา fixative อย่างน้อย 15 นาทีแล้วนำออกมาผึ่งให้แห้งเพื่อส่งตรวจต่อไป
  12. หากสถานที่ส่งตรวจอยู่ไกล ควรแช่สไลด์ไว้ในน้ำยา fixative อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ก่อนนำมา ผึ่งให้แห้งเตรียมส่ง

 

การส่งสไลด์ตรวจทางเซลล์วิทยา (Pap-smear)

  1. เขียนชื่อ - นามสกุล ผู้ป่วย บนหัวสไลด์ฝ้า
  2. หลังจากป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์ แช่ในน้ำยา 95 % ethanol ทันที
  3. หลังแช่อย่างน้อย 15 นาที นำออกมาผึ่งให้แห้ง แล้วห่อกระดาษเขียนชื่อ - นามสกุล (A) นำส่งพร้อมใบประวัติ (B) และใบนำส่ง (C)

 

การส่งตรวจทางเซลล์วิทยาของเสมหะ

ข้อแนะนำ

  1. ให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะตอนเช้าตรู่ สามวันติดกันเป็นอย่างน้อย
  2. ก่อนขากเสมหะ ให้ผู้ป่วยแปรงฟัน และบ้วนปากให้สะอาด
  3. เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่น้ำลาย ให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าเต็มที่ แล้วหายใจออกยาวๆ ทำติดต่อกันสักพัก

วิธีเก็บเสมหะ

  1. เสมหะที่ได้เก็บใส่ขวดขึ้น ๆ ปากกว้าง กรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจได้ภายใน 12-24 ชั่วโมง ควรเก็บขวดเสมหะไว้ในตู้เย็นหรือเติม 50-70 % ethanol แล้วปิดปากขวดให้สนิท เช็ดรอบ ขวดให้สะอาด
  2. เขียนชื่อ-นามสกุล เลขที่ทั่วไป วัน-เดือน-ปี ที่เก็บเสมหะ ลงบนกระดาษกาวย่น เขียนด้วย ดินสอหรือหมึกชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ปิดที่ข้างขวด
  3. นำเสมหะที่เก็บส่งตรวจทุกวัน จนครบ 3 วัน หรือรวบรวมส่งตรวจพร้อมกัน
  4. ในรายที่ผู้ป่วยไม่ไอ หรือไม่มีเสมหะ จำเป็นต้องใช้การ induced sputum โดยการทำ aerosol inhalation :
  5. ส่วนผสม
    • Sodium chloride 150 g.
    • Propylenegycol 200 ml.
    • น้ำกลั่น 800 ml.
  6. รายที่ทำ rigid bronchoscopy แล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ยังส่งสัยว่าเป็นมะเร็ง การเก็บ เสมหะภายหลังการส่องกล้อง 24 ชั่วโมง จะได้เสมหะมาก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีเสมหะ ออกมากภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้ตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติได้ง่าย
  7. รายที่ทำ flexible bronchoscopy การตรวจเสมหะ 24 ชั่วโมง ภายหลังการส่องกล้อง ไม่พบว่ามีประโยชน์ เพราะการตรวจโดย flexible bronchoscope มักจะพบสิ่งผิดปกติ อยู่แล้ว

 

วิธีการเตรียมสไลด์จากเสมหะที่เก็บมาได้เพื่อการส่งตรวจ

  1. กรณีที่ส่งตรวจไปยังห้องปฏิบัติการที่อยู่ไกล การป้ายเสมหะที่เก็บมาได้ลงบนสไลด์ อย่างถูกวิธีจะช่วยในการวินิจฉัยได้

วิธีการ :

  1. เสมหะสดที่เก็บมาได้ควรทำทันที โดยเทใส่ภาชนะปากกว้าง สีขาว เพื่อที่จะทำให้ เห็นได้ชัด เลือกส่วนที่แตกต่างกันหลาย ๆ แห่ง เช่น ส่วนที่เป็นก้อน ส่วนที่มีสีเลือด วางบนสไลด์ แล้วใช้สไลด์อีกแผ่นหนึ่งวางประกบด้านบน ดึงครูดไปมาเพื่อให้ก้อนเสมหะกระจายทั่วสไลด์และบาง สม่ำเสมอกัน นำสไลด์แช่ใน 95 % ethanol ทันที แช่ทิ้งไว้นานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วนำขึ้นมาผึ่งให้แห้ง (เสมหะที่เก็บใน 50-70 % ethanol การเตรียมต้องใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย albumin ส่วนวิธีการ อื่น ๆ เช่น เดียวกับการป้ายเสมหะสด)

หมายเหตุ :

  1. กรณีที่เติม 50-70 % ethanol ลงไปใน specimen การป้ายเซลล์ลงบนสไลด์ต้องใช้ สไลด์ที่เคลือบด้วย egg albumin เพราะแอลกอฮอล์ทำให้โปรตีนตกตะกอน จึงทำให้การติดของเซลล์ เมื่อป้ายลงบนสไลด์ไม่ดีเท่าที่ควร

 

การส่งตรวจน้ำจากช่องปอด ช่องท้อง และช่องเยื่อหุ้มหัวใจ

ข้อแนะนำ

  1. ให้ผู้ป่วยพลิกตัวไปมาหลาย ๆ ครั้งบนเตียง ก่อนทำการเจาะ

วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ

  1. เขียนประวัติที่สำคัญ ลงในใบส่งตรวจระบุวัน-เดือน-ปี ที่ทำการเจาะ จำนวนน้ำและลักษณะ พร้อมทั้งสีของน้ำลงในใบส่งตรวจ
  2. น้ำที่เจาะได้จากช่องปอด ช่องท้องหรือช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ให้เติม heparin ลงไปเพื่อกัน ไม่ให้เกิดการแข็งตัว
  3. หากน้ำที่เจาะได้มีมากกว่า 500 ml. อาจส่งตรวจทั้งหมดหรือตั้งทิ้งไว้ในตู้เย็นนาน ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เซลล์ตกตะกอน เทน้ำส่วนบนออกบางส่วน จนเหลือน้ำส่วนล่างที่เจาะ ได้ประมาณ 200 ml.
  4. นำส่งห้องปฏิบัติการทันที กรณีที่เจาะในเวลาที่ไม่สามารถส่งตรวจได้ทันทีเช่นเวลา กลางคืนให้เก็บไว้ในตู้เย็น (ห้ามแช่แข็ง) ไว้จนกว่าจะถึงเวลานำส่งหรือเติม 50 % ethanol ลงไปในอัตราส่วน 1:1
  5. รายที่ส่งไปตรวจไกลให้ส่งโดยการป้ายลงบนสไลด์ซึ่งทำได้โดย
    • นำน้ำที่เจาะได้ไปปั่น (ด้วยเครื่อง centrifuge) อัตราเร็ว 4000/รอบ/นาที นาน 10 นาที
    • เทน้ำส่วนบนทิ้ง นำส่วนตะกอนก้นหลอดป้ายลงบนสไลด์ 4 แผ่น ไถแบบเดียวกับ การเจาะเลือด
    • เขียนชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วยลงบนสไลด์

 

Bronchial Washing

  • น้ำที่ได้ทั้งหมด ผสมกับ 50-70 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1
  • การเตรียมสไลด์ และการส่งตรวจเช่นเดียวกับ น้ำที่ได้จากปอดหรือช่องท้อง

 

Bronchial Brushing

  • สไลด์ที่ได้จากการทำ bronchial brushing จุ่มทันทีลงในน้ำยา fixative (95 % ethanol) นาน 24 ชั่วโมง นำส่งตรวจพร้อมกับใบประวัติ

 

Gastric Washing

การเตรียมผู้ป่วย

  1. ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเหลวมื้อเย็นของวันก่อนมาทำการตรวจ
  2. งดอาหารและยาทุกชนิด ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ให้ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ๆ
  3. รายที่มีการอุดตันของกระเพาะอาหาร ให้ล้างกระเพาะอาหารก่อนนอน
  4. เช้าวันทำการตรวจ ให้ดูดของเหลวในกระเพาะออกให้หมด แล้วใส่ normal saline ประมาณ 300-400 ml. ลงไปใช้ syringe ขนาด 50 ml. ดูดน้ำเกลือขึ้นลงสักครู่ แล้วให้ผู้ป่วย พลิกตัวคว่ำหงาย ตะแคงซ้าย-ขวา แล้วลุกขึ้นนั่ง 5 นาที ดูดน้ำในกระเพาะออกมาก ผสมกับ 95 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1 การเตรียมสไลด์และการส่งตรวจ เช่นเดียวกับน้ำที่ได้จากปอดหรือช่องท้อง

 

การเก็บปัสสาวะเพื่อการส่งตรวจทางเซลล์วิทยา

วิธีการเก็บปัสสาวะ

  1. ผู้ป่วยชายใช้ปัสสาวะถ่ายเอง (หากคาสายสวนอยู่แล้วก็เก็บจากสายสวนได้) ส่วนผู้ป่วยหญิงควรสวนปัสสาวะ (ด้วย sterile technique) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเซลล์ จากอวัยวะสืบพันธุ์
  2. เก็บปัสสาวะในช่วงเช้าประมาณ 100 ml. ผสมกับ 50 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1
  3. เก็บวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

 

Fine Needle Aspiration (FNA)

การส่งตรวจ

  1. ถ้าสิ่งที่ดูดได้มีลักษณะเป็นน้ำ เนื่องจากก้อนที่เจาะเป็น cyst ให้นำน้ำที่เจาะได้ใส่ขวด ส่งห้องปฏิบัติการทันที หรือใส่ขวดแล้วเติม 50-70 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1 เก็บใส่ ตู้เย็นไว้เพื่อเตรียมปั่น ป้ายบนสไลด์เพื่อเตรียมส่งตรวจ
  2. กรณีที่สิ่งที่ดูดได้ไม่ใช่น้ำดังในข้อ 1 ให้เตรียมดังนี้
    • หยดสิ่งที่ดูดมาได้มาลงบนสไลด์ซึ่งเปียก 95 % ethanol ไถด้วยสไลด์อีก 1 แผ่นซึ่งแห้ง ทำเช่นนี้ 4-6 สไลด์ 2-4 สไลด์แช่ในน้ำยา 95 % ethanol ทันที อย่าปล่อยทิ้งให้แห้ง ที่เหลืออีก 2 สไลด์ ปล่อยแห้งเพื่อเตรียมไว้ย้อมด้วยวิธี Wright Giemsa (สไลด์ที่ปล่อยแห้งนี้ต้องระบุที่ห่อด้วยว่าเป็น air dried smear)
  3. ส่วนที่เหลืออยู่ในเข็มและกระบอกฉีด ให้ดูด normal saline solution เข้าไปล้างสิ่งที่ ติดค้าง น้ำที่ล้างนี้ส่งตรวจเช่นเดียวกับน้ำเจาะปอด
  4. ถ้ามีชิ้นเนื้อติดมาด้วย ให้นำชิ้นเนื้อมาป้ายสไลด์ 1-2 แผ่น แล้วจุ่มสไลด์ลงใน 95 % ethanol ทันที ส่วนชิ้นเนื้อนำมาแช่น้ำยา 10 % formalin เพื่อส่งตรวจด้วย
  5. สไลด์ที่ส่งตรวจ ต้องเขียนชื่อ-นามสกุลของผู้ป่วยให้ชัดเจนส่งพร้อมใบส่งตรวจที่กรอก ข้อความโดยละเอียดด้วยลายมือที่อ่านง่าย

 

การเตรียมสไลด์เพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา (Non-gynecology and FNA)

  1. เขียนชื่อ - สกุล ผู้ป่วยบนหัวสไลด์ฝ้า
  2. หยดหรือป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์
  3. ใช้สไลด์อีกแผ่นหนึ่งเขียนชื่อ-นามสกุล แล้ววางประกอบด้านบน แล้วลากไปด้านหนึ่งให้ สิ่งส่งตรวจกระจายทั่วสไลด์และบางสม่ำเสมอกัน
  4. นำสไลด์ทั้งหมดแช่ใน 95 % ethanol ทันที แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วนำขึ้นผึ่งให้แห้ง ห่อด้วยกระดาษ เขียนชื่อ-นามสกุล นำส่งพร้อมใบประวัติและใบนำส่ง

 

สิ่งส่งตรวจที่ต้องการตัดชิ้นเนื้อโดยวิธีแช่แข็ง (Frozen sections)

การส่งชิ้นเนื้อสดจากห้องผ่าตัดกรณีต้องการทราบผลเร่งด่วนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. นำใบรายงานส่งห้องปฏิบัติการจุลพยาธิ 2 เพื่อนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน โดยระบุ รายละเอียดให้ครบถ้วน ดังนี้
    • ชื่อ-นามสกุล อายุ เพศ HN AN แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดหอผู้ป่วยพร้อมหมายเลข โทรศัพท์ห้องผ่าตัดสำหรับกรณีที่จำเป็นต้องมีการติดต่อกลับ
    • ชนิดและตำแหน่งของสิ่งส่งตรวจ ประวัติการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น
    • วัน เวลา ที่จะทำการผ่าตัด
  2. การส่งชิ้นเนื้อสดให้นำชิ้นเนื้อสดที่ได้จากการผ่าตัดโดยไม่ต้องแช่ในน้ำยาใด ๆ ทั้งสิ้น บรรจุชิ้นเนื้อสดในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และตำแหน่งของชิ้นเนื้อเพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง
  3. เจ้าหน้าที่ผู้นำชิ้นเนื้อไปส่งจะต้องรอรับผลการวินิจฉัยเพื่อนำไปส่งแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดด้วย และกรณีที่ได้รับผลครั้งแรกแล้วต้องการส่งชิ้นเนื้อสด เพื่อทำการตัดแช่แข็งเพิ่มเติมให้รีบแจ้งพยาธิแพทย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทราบโดยเร็วที่สุด

หมายเหต : กรณีที่นำใบรายงานส่งไปนัดล่วงหน้าแล้ว ต้องการงดทำ Frozen sections กรุณาแจ้ง ให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทราบด้วย


 

การส่งชิ้นเนื้อเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron microscopic examination)

วิธีการส่งชิ้นเนื้อเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron Microscopy)

ชิ้นเนื้อที่ต้องการส่งตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ชิ้นเนื้อสดที่ได้จากการผ่าตัดทันที (fresh specimen)
  2. ชิ้นเนื้อที่ผ่านการแช่ในฟอร์มาลินมาแล้ว (formalin-fixed specimen)
  3. ชิ้นเนื้อจากพาราฟินบล็อก (paraffin-embedded specimen) ชิ้นเนื้อประเภทที่ 1 จะให้ผลการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น หากเป็นไปได้ ควรส่งชิ้นเนื้อประเภทที่ 1 มาตรวจ ชิ้นเนื้อประเภทที่ 1 สามารถเตรียมชิ้นเนื้อก่อนส่งตรวจได้ ดังนี้

วิธีการเก็บชิ้นเนื้อ

  1. แจ้งแพทย์ผู้รับผิดชอบและเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
  2. เตรียมน้ำยา glutaraldehyde fixative หรือขอรับน้ำยานี้ได้ที่ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรอการใช้งาน
  3. ทันทีที่ได้ชิ้นเนื้อสดจากการผ่าตัด ให้แบ่งมาส่วนหนึ่งล้างด้วย normal saline
  4. ใช้ใบมีดคม ๆ หั่นชิ้นเนื้อที่แบ่งมานี้ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ (ขนาดประมาณ 1 ลบ.ม.ม.) ในระหว่างนี้ให้หล่อชิ้นเนื้อด้วยน้ำยา glutaraldehyde ตลอดเวลา และควรรีบทำด้วยความรวดเร็ว ใส่ชิ้นเนื้อที่ได้ทั้งหมดลงในขวดน้ำยา glutaraldehyde บันทึกเวลาที่ใส่ชิ้นเนื้อ แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการ- จุลทรรศน์อิเล็กตรอนภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที
  5. หากไม่สามารถส่งชิ้นเนื้อได้ทันที ให้จับเวลา 30 นาที ระหว่างนี้ให้เขย่าขวดตลอดเวลาหรือใส่ขวดใน rotator หรือ shaker หลังจากครบเวลาให้เปลี่ยนใส่น้ำยา phosphate buffer แทน จากนั้นให้เปลี่ยนน้ำยา phosphate buffer อีก 2 ครั้ง ๆ ละ 10 นาที แล้วเก็บใส่ตู้เย็นเพื่อรอส่งไปห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอนต่อไป (ควรส่งภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์)
  6. ชิ้นเนื้อประเภทที่ 2 และ 3 สามารถส่งมาได้ตามปกติ

หมายเหต : การตรวจชิ้นเนื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ยังมีความสำคัญเป็นอันดับแรกของการตรวจชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัด เพราะฉะนั้นการตรวจชิ้นเนื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนควรทำไปพร้อมกับการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา

น้ำยาที่จำเป็นต้องใช้
1 4% Glutaraldehyde in Phosphate buffer
50% glutaraldehyde (EM grade)
Phosphate buffer
เก็บไว้ในตู้เย็น

8 ml.
92 ml.
2 Phosphate buffer
Solution A :
Sodium dihydrogen phosphate monohydrate
Distilled water


2.26 g.
100 ml.
Solution B :
Sodium hydroxide
Distilled water

2.52 g.
100 ml.
Solution C :
Glucose (anhydrous)
Distilled water

5.4 g.
100 ml.
Solution D :
ผสม Solution A 41.5 ml. กับ Solution B 8.5 ml. ปรับ pH 7.3-7.4
Buffer :
ผสม Solution C 5 ml. กับ Solution D 45 ml. เก็บไว้ในตู้เย็น

 

การกำหนดวิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางอณูพยาธิวิทยา

การกำหนดวิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ

  1. ให้สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจมีใบส่งตรวจ (ใบ Request) กรอกรายละเอียดต่างๆ ที่มีในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน พร้อมกับใบรายงานทางพยาธิวิทยา และระบุความต้องการตรวจให้ชัดเจน
  2. ให้สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจจัดทำใบนำส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา สำหรับเรียก เก็บเงินค่าตรวจและหากลืมส่งจะไม่สามารถออกผลการตรวจได้ (ในกรณีที่เป็นหน่วยงานของทางราชการอาจใช้ใบนำส่งโดยมีลักษณะตามตัวอย่างที่แนบมา)
    • นอกจากนี้ให้ระบุในใบนำส่งว่า “ทาง....................(ชื่อสถานพยาบาลที่ส่งตรวจ) ขอส่งตรวจวิเคราะห์………...” โดยให้มีข้อความว่า “ขอให้มีการแจ้งเรียกเก็บเงินเป็นรายเดือน” (ในกรณีที่ไม่ได้จ่ายเงินสดและต้องการให้มีการเรียกเก็บเงินภายหลังการตรวจ)
  3. หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดทางสถาบัน สามารถพิจารณาเพื่อดำเนินการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ

การเขียนแบบฟอร์มขอส่งตรวจ (ใบ Request)

  1. สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจระบุคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา เช่น history diagnosis, clinical diagnosis หรือ pathological diagnosis ให้ชัดเจน ถ้ามีการวิเคราะห์ผล AFB (สำหรับการตรวจเชื้อวัณโรค) แล้วให้ระบุผลด้วย ระบุว่าตัดเนื้อเยื่อจากตำแหน่งใด อวัยวะใด ส่วนใดให้ชัดเจน ระบุชื่อ, นามสกุล, เพศ, อายุ, เลขที่ภายในของโรงพยาบาล วันเดือนปี ให้ชัดเจน (อาจใช้ตามตัวอย่างใบ request ที่แนบมาด้วย)
  2. กรุณาระบุเบอร์ติดต่อแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เพื่อสะดวกในการติดต่อกลับ ในกรณีเกิดปัญหา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

วิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ

ตรวจเชื้อวัณโรค การกลายพันธุ์ของยีน Kras และ EGFR

  1. การตรวจทั้ง 3 ชนิดนี้จะรับเฉพาะสิ่งส่งตรวจที่เป็น paraffin embedded tissue นอกจากนี้การแช่ 10% neutral buffered formalin ในขั้นตอนก่อนการเตรียม paraffin embedded tissue นั้นไม่ควรนานเกิน 24 ชม.เนื่องจากจะทำให้ DNA ที่ต้องการตรวจเสื่อมสภาพ
  2. วิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจที่เป็น paraffin embedded tissue
    • ให้สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจเลือกจากบล็อกที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่ามีส่วนของชิ้นเนื้อที่สงสัยและต้องการตรวจ และบล็อกจะต้องมีเลขที่ ตรงกันกับใบส่งตรวจ
    • การขนส่งควรมีวัสดุกันกระแทกขณะนำส่ง ชิ้นเนื้อและใบส่งตรวจห่อตามระเบียบของพัสดุไปรษณีย์ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายระหว่างทาง หรือนำส่งด้วยตนเองโดยส่งพร้อมหนังสือราชการนำส่ง

ระยะเวลาในการออกผล ทางหน่วยงานจะรวบรวมและเริ่มเตรียมตัวอย่างทุกวันพุธบ่าย ของทุกสัปดาห์ ระยะเวลาในการออกผลตรวจจะแยกเป็น 2 กรณี

  1. ถ้าทางสถาบันได้รับตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ วันจันทร์ วันอังคาร และวันพุธก่อนเวลา 12.00 น. ผลการตรวจจะได้รับในวันพุธถัดไป (7 วัน)
  2. หากสถานพยาบาลผู้ส่งตรวจส่งตัวอย่างมาถึงสถาบันพยาธิวิทยาหลังจากวันพุธเวลา 12.00 น. จะได้รับผลการตรวจใน 2 สัปดาห์ถัดไป

ตรวจ Ewing’s sarcoma

การตรวจนี้จะรับสิ่งส่งตรวจทั้งที่เป็น paraffin embedded tissue และตัวอย่างสด ในกรณีตัวอย่างสดจะต้องแช่ทันทีหลังตัดในน้ำยาเฉพาะ (RNAlater) ซึ่งเก็บได้ที่อุณหภูมิ 15-25 องศาเซลเซียส และรีบนำส่งภายใน 2 วัน ส่วนกรณีตัวอย่างที่เป็น paraffin embedded tissue ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการส่งตรวจเชื้อวัณโรค การกลายพันธุ์ของยีน Kras และ EGFR ข้างต้น

ระยะเวลาในการออกผล ทางหน่วยงานจะรวบรวมและเริ่มเตรียมตัวอย่างทุกวันศุกร์บ่ายของทุกสัปดาห์ ระยะเวลาในการออกผลตรวจจะแยกเป็น 2 กรณี

  1. ถ้าทางสถาบันได้รับตัวอย่างสิ่งส่งตรวจก่อนวันศุกร์เวลา 12.00 น. ผลการตรวจจะได้รับในวันศุกร์ถัดไป (7 วัน)
  2. หากสถานพยาบาลผู้ส่งตรวจส่งตัวอย่างมาถึงสถาบันพยาธิวิทยาหลังจากวันศุกร์เวลา 12.00 น. จะได้รับผลการตรวจใน 2 สัปดาห์ถัดไป

ตรวจยีน SRY

การตรวจนี้จะรับสิ่งส่งตรวจที่เป็นตัวอย่างเลือด ควรเจาะเลือดปริมาณ 2-5 มิลลิลิตร ใส่หลอดที่มีสารกันเลือดแข็ง EDTA หรือ heparin และนำส่งภายใน 24 ชั่วโมงที่ 4 องศาเซลเซียส

ระยะเวลาในการออกผล คือ 7 วันทำการ

ตรวจหาปริมาณยีนด้วยวิธี Fluorescence In Situ Hybridization (HER-2/neu และ N-myc FISH)

  1. การส่งเป็นบล็อกพาราฟิน
    • เลือกบล็อกที่มีเนื้อเยื่อมะเร็ง
    • ระบุหมายเลขบล็อก และรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจให้ชัดเจนพร้อมกับใบรายงานทางพยาธิวิทยา
  2. การส่งเป็นสไลด์
    • สไลด์ที่ตัดจากบล็อกพาราฟินที่มีเนื้อเยื่อมะเร็ง ความหนาของ section 3ไมครอน นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 50o C ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ 58 o C อย่างน้อย 2 ชม. โดยใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย Aminopropyl triethoxysilane แทน gelatin และควรส่งสไลด์จากบล็อกเดียวกันอย่างน้อย 3 แผ่น เนื่องจากอาจจะมีชิ้นเนื้อหลุดจากสไลด์ในขั้นตอนการย้อมได้ พร้อมด้วย H&E stained slide เพื่อใช้ประเมินสไลด์และระบุตำแหน่งของเซลล์มะเร็งในขั้นตอนการแปลผล
    • เขียนหมายเลขชิ้นเนื้อ (surgical number) บนสไลด์และระบุรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจให้ชัดเจนพร้อมกับใบรายงานทางพยาธิวิทยา

หมายเหตุ :

  1. วันเวลาในการส่งชิ้นเนื้อ คือ วันจันทร์ - พฤหัสบดี ก่อน 14.00 น. และไม่ควรติดวันหยุดราชการต่อเนื่อง เนื่องจากจะต้องนำชิ้นเนื้อนั้นผ่านขบวนการเตรียมชิ้นเนื้อภายในวันที่ได้รับ
  2. บล็อกที่ได้ควรมาจากชิ้นเนื้อที่ fix ด้วย 10% neutral buffered formalin อย่างน้อย 6 ช.ม. และไม่เกิน 48 ช.ม. การใช้น้ำยา fixative ชนิดอื่นหรือระยะเวลาในการ fixation สั้น (<6 ช.ม.) หรือนาน (>48 ช.ม.) มีผลต่อการแปลผล อาจได้ผลเป็นลบลวง (false negative) ได้

ระยะเวลาในการออกผล คือ 7 วันทำการ

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจติดต่องานอณูพยาธิวิทยา กลุ่มงานชันสูตรพิเศษตามเลขหมายโทรศัพท์ดังนี้

คุณประจักษ์ ผ่องอำพันธ์
02-3548208-15 ต่อ 136

คุณศิริรัตน์ สีขุนทด
02-3548208-15 ต่อ 233


 

สิ่งส่งตรวจทางฮิสโตเคมี (Histochemistry)

  1. การส่งเป็นบล็อกพาราฟิน สิ่งที่นำส่ง
    • ใบสั่งย้อมพิเศษซึ่งระบุวิธีย้อมที่ต้องการ ผู้สั่ง และวันที่สั่งย้อม
    • บล็อกพาราฟินของชิ้นเนื้อที่ต้องการสั่งย้อมพิเศษ
  2. การส่งเป็นสไลด์ สิ่งที่นำส่ง
    • ใบสั่งย้อมพิเศษซึ่งระบุวิธีย้อมที่ต้องการ ผู้สั่ง และวันที่สั่งย้อม
    • สไลด์ซึ่งออกได้เป็น
      • สไลด์ที่ตัดจากบล็อกพาราฟิน ความหนาของ Sections ประมาณ 3-5 ไมครอน โดยใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย gelatin และผ่านการเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 58-60o C. อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
      • สไลด์จากเซลล์สเมียร์ ซึ่งย้อม PAP มาแล้วและต้องการให้ล้างสี PAP ออก เพื่อย้อมพิเศษตามวิธีที่ต้องการ
      • สไลด์จากเซลล์สเมียร์ที่ยังไม่ได้ย้อมสีให้ Fix มาใน 95% alcohol
      • สไลด์จากเซลล์สเมียร์ที่ยังไม่ได้ย้อมสีและต้องการย้อมพิเศษเพื่อดูไขมัน (Fat) ให้ fix มาใน 60% Isopropyl alcohol
  3. การส่งชิ้นเนื้อที่ต้องการดูไขมัน (Fat) นำชิ้นเนื้อที่ต้องการดูไขมันขนาดหนาไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร แช่มาใน 10% formalin ในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 10 เท่าของขนาดชิ้นเนื้อบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมระบุ หมายเลขของชิ้นเนื้อ และแพทย์ผู้ส่งให้ชัดเจน

 

สิ่งส่งตรวจทางอิมมูโนฮีสโตเคมี (Immunohistochemistry)

  1. การส่งชิ้นเนื้อสดที่ได้จากการผ่าตัด เพื่อต้องการตรวจหา Hormone receptor
    • ให้ส่งชิ้นเนื้อพร้อมแบบฟอร์มขอตรวจชิ้นเนื้อ กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดของแอนติเจนที่ต้องการตรวจหา
    • ควร fix ชิ้นเนื้อทันทีใน 10% neutral buffer formalin รีบนำส่งสถาบันพยาธิวิทยา ชิ้นเนื้อที่ได้รับไม่ควร fix ในฟอร์มาลินเกิน 24 ชม.
    • ถ้าไม่สามารถนำส่งได้ภายใน 24 ชม. ควรเก็บชิ้นเนื้อที่ fix ในฟอร์มาลินไว้ในตู้เย็น (ช่องธรรมดา) ขณะนำส่งควรแช่มาในน้ำแข็งด้วย หมายเหตุ วันเวลาในการส่งชิ้นเนื้อ คือ วันจันทร์ - พฤหัสบดี ก่อน 14.00 น. และไม่ควรมี วันหยุดราชการต่อเนื่อง เนื่องจากจะต้องนำชิ้นเนื้อนั้นผ่านขบวนการเตรียมชิ้นเนื้อภายในวันที่ได้รับ ชิ้นเนื้อ การ fix ในฟอร์มาลินนาน ๆ ทำให้ติดสีจางลง หรือเกิดผลลบปลอมได้
  2. การส่งเป็นบล็อกพาราฟิน
    • เลือกจากบล็อกที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า มีส่วนของชิ้นเนื้อที่สงสัยและต้องการตรวจ
    • ระบุชนิดของแอนติเจนที่ต้องการตรวจหมายเลขบล็อก และรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจให้ชัดเจน
  3. การส่งเป็นสไลด์
    • สไลด์ที่ตัดจากบล็อกพาราฟิน ความหนาของ section 3-4 ไมครอน นำเข้าตู้อบที่ อุณหภูมิ 50o C ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ 58 o C อย่างน้อย 2 ชม. โดยใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย aminopropyl triethoxyysilane แทน gelatin และควรส่งสไลด์จากบล็อกเดียวกันมากกว่า 2 แผ่น เพื่อทำ สไลด์ควบคุมและสำรอง เนื่องจากการย้อมมีขั้นตอนหลายขั้น อาจจะมีชิ้นเนื้อหลุดจากสไลด์ สไลด์ที่ตัดไว้นานเกิน 5 วันไม่เหมาะสำหรับย้อมหา estrogen receptor และ แอนติเจนอื่น ๆ อีกหลายชนิด เพราะจะติดสีได้น้อยลงหรือไม่ติดสีเลย
    • สไลด์จากเซลล์สเมียร์ อาจจะเป็น
      • สไลด์ที่ย้อมสี PAP หรือ H&E มาแล้ว
      • สไลด์ที่ยังไม่ได้ย้อมสี ให้ fix มาใน 95% แอลกอฮอล์
      • สไลด์ Imprint เช่น จากมะเร็งเต้านมที่ต้องการย้อมหา ER, PR
        • ให้ air dry 2-14 ชม. ที่อุณหภูมิห้องหรือ
        • fix ใน 10% buffer formalin 2-4 ชม. (air dry สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 10 วัน)

 

สไลด์ปรึกษา

วิธีการส่งตรวจ

  1. ส่งสไลด์พร้อมบล็อกชิ้นเนื้อในกรณีปรึกษาชิ้นเนื้อทางศัลยพยาธิ, ชันสูตรพิเศษ งานจุลทรรศน์อิเล็กตรอน หรือสไลด์ในกรณีปรึกษาทางเซลล์วิทยา พร้อมใบประวัติผู้ป่วย ซึ่งระบุผลการตรวจทางคลินิก, การวินิจฉัยโรค และหนังสือนำส่งถึง ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
  2. โปรดระบุ ชนิดของการปรึกษาให้ชัดเจน

 

งานตรวจศพ

วิธีการส่งตรวจ

  1. ในการขอชันสูตรศพ แพทย์ผู้ขอมีหน้าที่อธิบายแก่ญาติ ให้ทราบขั้นตอนและวิธีการของการตรวจศพก่อนทำการตรวจศพ ดังนี้
    • ต้องมีรอยผ่าและเย็บบริเวณหน้าอกถึงท้องน้อย และบริเวณหนังศีรษะ
    • ต้องมีการเอาอวัยวะภายในออกมาตรวจ
    • ต้องใช้เวลาในการตรวจประมาณ 3 ชั่วโมงต่อราย
  2. ส่งศพที่ต้องการตรวจ พร้อมใบยินยอมของญาติผู้เสียชีวิตแฟ้มประวัติผู้เสียชีวิต และใบร้องขอตรวจศพของแพทย์ผู้ขอให้กลุ่มงานตรวจศพ สถาบันพยาธิวิทยา
  3. ศพที่ต้องการตรวจไม่ควรเสียชีวิตเกิน 3 วัน
  4. แพทย์ผู้ขอ สามารถเข้าร่วมทำการตรวจศพกับพยาธิแพทย์ได้

 

งานบริการตรวจพิเศษ

การส่งชิ้นเนื้อ Kidney biopsy

การส่งชิ้นเนื้อ Kidney biopsy เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

การเตรียมก่อนส่งตรวจ

  1. แจ้งให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการผู้รับผิดชอบทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน โดยโทรศัพท์แจ้งที่ สถาบันพยาธิวิทยา เบอร์โทรศัพท์ 0-2354-8208-15 แล้วต่อสายภายในตามหมายเลขเรียงลำดับ ดังนี้
    • ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอน โทร.215 - กลุ่มงานชันสูตรพิเศษ โทร.136
    • ศูนย์รับ-ส่งสิ่งส่งตรวจ โทร.212
  2. เตรียมน้ำยาใส่ขวดไว้ ดังนี้
    • ขวดที่ 1 : 4% glutaraldehyde in phosphate buffer
    • ขวดที่ 2 : normal saline
    • ขวดที่ 3 : 10% neutral buffer formalin

(น้ำยาทั้งหมดขอรับล่วงหน้าที่ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอน สถาบันพยาธิวิทยา แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 °C หรือเตรียมได้เองตามวิธีเตรียมหน้า 43)

วิธีเก็บชิ้นเนื้อที่ได้จากการทำ Kidney biopsy

  1. ล้างชิ้นเนื้อที่เก็บได้ด้วย normal saline ทันที
  2. หยด normal saline ลงบนสไลด์ นำชิ้นเนื้อวางลงใน normal saline แล้วใช้มีดโกนหรือมีดผ่าตัดใหม่ ที่มีความคมมากแบ่งชิ้นเนื้อเป็น 5 ชิ้น อย่างรวดเร็วโดยให้ได้สัดส่วน ดังรูป
  3. นำชิ้นเนื้อทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาอย่างรวดเร็ว ดังนี้
    • ส่วนที่ 1 ใส่ลงใน 4% glutaraldehyde (สำหรับตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน)
    • ส่วนที่ 2 ใส่ลงใน 10% neutral buffer formalin (สำหรับตรวจด้วย light microscope)
  4. นำขวดน้ำยาทั้งหมดแช่เย็นโดยใช้น้ำแข็งใส่ในภาชนะเก็บความเย็น แล้วนำส่งอย่างรวดเร็ว (ให้ส่งถึงเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ให้การตรวจภายในเวลา 30 นาที)
  5. หากไม่สามารถนำส่งห้องปฏิบัติการได้ทันที (เกิน 30 นาที) ให้ดำเนินการดังนี้
    • ส่วนที่ 1 ให้ใช้มีดโกนหรือมีดผ่าตัดใหม่ที่มีความควมมากแบ่งชิ้นเนื้อออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1 ลบ.มม. โดยทำการแบ่งชิ้นเนื้อบนสไลด์และชิ้นเนื้อนั้นต้องมีน้ำยา 4% glutaraldehyde หล่อให้ท่วมอยู่ตลอดเวลา เสร็จแล้วนำชิ้นเนื้อใส่ลงในขวดที่มีน้ำยา 4% glutaraldehyde ทิ้งไว้นาน 30 นาที ระหว่างนี้ให้เขย่าขวดตลอดเวลาหรือใช้เครื่อง rotator หรือ shaker เมื่อครบเวลาแล้วให้เปลี่ยนน้ำยาในขวดเป็น phosphate buffer โดยเปลี่ยนน้ำยา buffer 3 ครั้ง ๆ ละ 10 นาที ระหว่างนี้ต้องเขย่าขวดเช่นกัน เสร็จแล้วให้นำชิ้นเนื้อที่แช่ใน buffer นี้เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 °C เพื่อรอนำส่งต่อไป
    • ส่วนที่ 2 ไม่ต้องใส่ใน normal saline ให้ใส่ลงใน OCT compound (เป็นชื่อทางการค้าและเป็นน้ำยาสำเร็จรูปต้องจัดหาเอง) แล้วทำให้แข็งโดยแช่ในช่อง freeze ทิ้งไว้เพื่อรอนำส่งต่อไป ระหว่างนำส่งต้องเก็บในน้ำแข็งแห้งไม่ให้ OCT compound ละลาย (ดูรายละเอียดการวางชิ้นเนื้อใน OCT)
    • ส่วนที่ 3 ให้ใส่ไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 °C เพื่อรอนำส่งพร้อมกับส่วนอื่น ๆ นำชิ้นเนื้อทั้ง 3 ส่วนส่งตรวจโดยวิธีเดียวกับข้อ 4

 

วิธีการเตรียมน้ำยาที่ใช้สำหรับเก็บชิ้นเนื้อ Kidney biopsy

วิธีการเตรียมน้ำยาที่ใช้สำหรับเก็บชิ้นเนื้อ Kidney biopsy
1 4% glutaraldehyde in phosphate buffer
50% glutaraldehyde (EM grade)
Phosphate buffer

8 ml.
92 ml.
2 Phosphate buffer
Solution A :
Sodium dihydrogen phosphate monohydrate
Distilled water


2.26 g.
100 ml.
Solution B :
Sodium hydroxide
Distilled water

2.52 g.
100 ml.
Solution C :
Glucose (anhydrous)
Distilled water

5.4 g.
100 ml.
Solution D :
ผสม Solution A 41.5 ml. กับ Solution B 8.5 ml. ปรับ pH 7.3-7.4
Buffer :
ผสม Solution C 5 ml. กับ Solution D 45 ml. เก็บไว้ในตู้เย็น
3 10% neutral buffer formalin
Sodium dihydrogen phosphate monohydrate
Disodium hydrogen phosphate anhydrous
40% formaldehyde (100% formalin)
Distilled water

0.4 g.
0.65 g.
10 ml.
90 ml.

 

วิธีการวางชิ้นเนื้อใน OCT compound

      วางแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ขนาดพอที่จะห่อชิ้นเนื้อได้สะดวก บนน้ำแข็งแห้งหรือบนพื้นที่มีความเย็นจัดประมาณ -200 °C เช่น ในช่องแช่แข็งในตู้เย็น หยด OCT compound ลงไป รอจนเริ่มแข็งตัว OCT จะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น นำชิ้นเนื้อวางลงไปในแนวราบ ถ้าเป็นชิ้นเนื้อจากผิวหนังให้วางชิ้นเนื้อโดยการตะแคงข้างขึ้น โดยให้ชั้นผิวหนังและชั้นใต้ผิวหนังอยู่ในแนวราบ แล้วหยด OCT ลงไปอีกจนท่วมชิ้นเนื้อพับอลูมิเนียมฟอยล์ห่อชิ้นเนื้อนั้นนำใส่ในขวดเก็บตัวอย่าง แล้วรีบแช่ในน้ำแข็งแห้งหรือไนโตรเจนเหลวทันที

ระยะเวลา


ระยะเวลาในการเก็บรักษาสิ่งส่งตรวจ


การเก็บรักษาสิ่งส่งตรวจและหลักฐานทางการแพทย์ เป็นไปตามมาตรฐานที่ราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดไว้ดังนี้

สิ่งส่งตรวจทางศัลย์พยาธิ 2 สัปดาห์หลังจากออกรายงานผล
สิ่งส่งตรวจทางเซลล์วิทยา 2 สัปดาห์หลังจากออกรายงานผล
อวัยวะจากการตรวจศพ 3 เดือนหลังรายงานผล
บล็อกพาราฟิน 5 ปี
สไลด์แก้ว 5 ปี
ใบรายงานผลและใบขอตรวจ 10 ปี

เกณฑ์การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ


เกณฑ์และขั้นตอนการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยา


ห้องปฏิบัติการรับสิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยาดังต่อไปนี้

  1. ชิ้นเนื้อศัลยกรรม (Surgical pathology) สิ่งส่งมาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยา และ/หรือ slides/blocks ที่ส่งมาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยาเพื่อขอตรวจ ย้อมพิเศษ เพิ่มเติมขอความเห็น และคำวินิจฉัย
  2. ชิ้นเนื้อระหว่างผ่าตัด (Frozen section examination) ที่ส่งมาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยา
  3. สิ่งส่งตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology) ที่ส่งจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยา และ/หรือ slides/blocks ที่ส่งมาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยา เพื่อขอตรวจเพิ่มเติม ขอความเห็นและคำวินิจฉัย
  4. สิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron microscopic examination) ที่ส่งมาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยา
  5. Slide และ/หรือ Paraffin block ที่ส่งมาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยาเพื่อมาขอทบทวนผลการวินิจฉัย และ/หรือ เพื่อขอตรวจเพิ่ม/ย้อมพิเศษ

เพื่อให้การตรวจทางห้องปฏิบัติการฯ เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างถูกต้อง

เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการรับสิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยา จะปฏิเสธสิ่งส่งตรวจในกรณีต่อไปนี้
  1. การระบุ (Identification) สิ่งส่งตรวจไม่ถูกต้อง ได้แก่
    • ไม่มีใบขอตรวจ
    • ใบขอตรวจไม่ระบุชื่อ – นามสกลุ และ/หรือ เบอร์ Slide / block ของผู้ป่วย
    • ชื่อ-นามสกลุ ของผู้ป่วยไม่ตรงกับ ชื่อ-นามสกลุ ที่ปรากฏบนฉลากหรือภาชนะส่งตรวจ และ/หรือ เบอร์ Slide / block ของผู้ป่วย
    • ภาชนะบรรจุสิ่งส่งตรวจไม่ระบุหรือไม่ติดฉลาก ชื่อ-นามสกลุ ของผู้ป่วย
    • ชนิดของสิ่งส่งตรวจและตำแหน่งไม่สอดคล้องกับที่ระบุในใบขอส่งตรวจ
    • จำนวนและขนาดของสิ่งสงตรวจไม่สอดคล้องกับระบุในใบขอส่งตรวจ
  2. ภาชนะที่บรรจุชำรุดเสียหายทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าส่งสิ่งตรวจมีการสูญหายหรือไม่
  3. น้ำยาดองสิ่งส่งตรวจไม่เหมาะสม
  4. ส่งสิ่งส่งตรวจผิดห้องปฏิบัติการ
  5. Slide และ/หรือ Paraffin block ที่มาจากภายนอกสถาบันพยาธิวิทยาเพื่อทบทวนผลการวินิจฉัย (review) และ/หรือ ขอย้อมพิเศษหรือขอตรวจเพิ่ม
    • แตกหักไม่สามารถตรวจได้
    • ไม่มีสำเนาใบรายงานผลการตรวจ เพื่อยืนยันว่าสิ่งส่งตรวจนั้นเป็นของผู้ป่วยจริง
    • ไม่มีฉลากแสดงเลขที่ส่งตรวจที่สอดคล้องกับใบรายงานผลการตรวจ
  6. เป็นชิ้นเนื้อที่เกี่ยวกับคดีหรือมีแนวโน้มจะเกี่ยวข้องกับคดี (เป็นชิ้นเนื้อที่จะต้องนำไปเป็นวัตถุพยาน)
  7. ไม่ระบุข้อมลอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
    • ไม่ระบุชนิดของสิ่งส่งตรวจ
    • ไม่ระบุประเภทของการส่งตรวจ
    • ไม่ระบุชื่อแพทย์ผู้ขอส่งตรวจ
    • ไม่ระบุประวัติ อาการของโรค ลักษณะทางคลินิก ข้อมูลทางคลินิก และการวินิจฉัยโรคทางคลินิก
    • ไม่ระบุวัน เวลา ที่เก็บสิ่งส่งตรวจ และวันที่ส่งสิ่งส่งตรวจ

ขั้นตอนการปฏิบัติ

เมื่อพบสิ่งส่งตรวจที่ไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การปฏิเสธสิ่งสงตรวจของห้องปฏิบัติการฯ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการฯ จะทำการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ และแก้ไขตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ในกรณีข้อที่ 1-6

  1. ติดต่อไปยังแพทย์หรือผู้รับผิดชอบการขอตรวจเพื่อแจ้งการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจให้รับทราบและ ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเหมาะสม
  2. ให้หน่วยงานที่ส่งพิจารณานำสิ่งสงตรวจกลับไปพร้อมใบขอส่งตรวจและใบปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูล และแก้ไขให้ถูกต้อง จึงนำกลับมาส่งใหม่ได้

ในกรณีข้อที่ 7

  1. ติดต่อไปยงแพทย์หรือผู้รับผิดชอบการขอตรวจ เพื่อแจ้งการปฏิเสธสิ่งสงตรวจให้รับทราบและ ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามความความเหมาะสม
  2. หรือให้หน่วยงานที่ส่งสงตรวจนำเฉพาะใบขอส่งตรวจกลับไปแก้ไขให้ถูกต้อง
  3. ถ้าในกรณีที่ไม่ได้ระบุข้อมูลหลายอย่างในข้อที่ 7 ข้างต้นพร้อมกัน ทางห้องปฏิบัติการรับสิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยาจะทำการแจ้งปฏิเสธสิ่งสงตรวจให้รับทราบและดำเนินการตามขั้นตอน โดยให้หน่วยงาน ที่ส่งพิจารณานำสิ่งส่งตรวจกลับไปพร้อมใบขอตรวจและใบปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ เพื่อทำการตรวจสอบ ข้อมูลและแก้ไขให้ถูกต้องจึงนำกลับมาส่งใหม่ได้

สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

  1. หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศจากการผ่าตัด จากการผ่าตัดเพื่อขลิบปลายอวัยวะเพศในเด็กชาย (Circumcision) ที่ไม่มีความผิดปกติเมื่อตรวจด้วยตาเปล่า
  2. นิ่วจากอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ถุง น้ำดี ต่อมน้ำลาย ไต กระเพาะปัสสาวะ